เทิดพระเกียรติ

วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?


VideoPlaylist
I made this video playlist at myflashfetish.com

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552

รัฐจัดแผนสำรองสู้วิกฤติโลก

จัดทำบทความโดย น.ส. พิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
เลขทะเบียน 48210401

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) ในงานสัมมนา โพสต์ ฟอรัม 2009 จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี


“เชื่อว่ามาตรการทุกๆอย่างที่กระตุ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 2% แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกจะผันผวนรุนแรงหรือไม่ คาดว่าผลของมาตรการทั้งหมดจะทำให้การว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5% หรือประมาณ 500,000 คน จากเดิมที่จะมีแรงงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคน”

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อย้อนกลับวงจรแห่งความหายนะ และเพื่อให้ประชาชน และนักลงทุนกลับสู่ความเชื่อมั่น ซึ่งฟื้นการใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐ เพราะหากมีการใช้จ่าย ธุรกิจก็จะขายของได้ ไม่ต้องปลดคนงาน ธุรกิจไม่ล้ม ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นกลับมา และคนจะมีความเชื่อมั่น

“รัฐบาลเข้าใจ และยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าหนักอย่างยิ่ง ผลกระทบที่อาจจะมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่แรงกว่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งคงต้องขึ้นกับการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ หากรัฐบาลโอบามาสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็ว และทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดหนักมากเกินไป รัฐบาลเชื่อว่าสามารถที่จะรับมือได้ อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยของสหรัฐฯขณะนี้ กลายเป็นการถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ เหมือนช่วงปี ค.ศ.1931 ขอให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้เตรียมมาตรการรองรับกรณีเลวร้ายอย่างนั้นไว้แล้ว”

รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายก รัฐมนตรีได้สั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาด เพื่อให้รองรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที และจะมีการประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯว่าจะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนในช่วง 6 เดือนด้วย

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้น้อย ว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นไปตามตำราเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและเกิดการสร้างงานตามมา ส่วนที่นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการที่สหรัฐฯเคยใช้นั้น เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลเพียงครึ่งเดียว กรณีที่สหรัฐฯ ใช้เป็นการคืนเงินภาษีให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนของไทยคือให้เฉพาะคนมีรายได้น้อย และยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการพยุงเศรษฐกิจ เพราะแต่ละมาตรการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ต้องมีหลายมาตรการ และเป็นธรรมกับคนทุกระดับชั้น

ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ว่า ธปท.ประเมินการว่างงานของไทยในปี 52 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 51 โดยกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจขยายตัว 0% จะมีคนว่างงาน 1.07 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.8% กรณีไม่รวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลหรือภาคเกษตรพ้นฤดูเก็บเกี่ยว รวมบัณฑิตจบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานอยู่แล้วประมาณ 500,000 คน แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลแล้ว คาดว่าจะมีคนว่างงานประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% คาดว่าจะมีจำนวนคนว่างงาน 840,000 คน หรือ 2.2% กรณีไม่ร่วมผู้ว่างงานตามฤดูกาล แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลจะมีคนตกงาน 1.11 ล้านคน หรือ 2.9%

ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119375

คำถามท้ายเรื่อง


1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง

2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง

3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ

3 ความคิดเห็น:

utccbx007g1 กล่าวว่า...

1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี

2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี


3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท

นางสาวพรรัตน์ ผ่องเคหา
48210154

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี

2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี


3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท

นางสาวลดาวัลย์ พองาม
เลขทะเบียน48210277

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี

2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี


3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดัง กล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อย กู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท

ตอบโดย นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
เลขทะเบียน48210346 กลุ่ม 10