เทิดพระเกียรติ
I made this video playlist at myflashfetish.com
วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552
พาณิชย์เล็งออกไกด์ไลน์คุมร้านทอง หลังคนโวยปิดซื้อขายไม่แจ้งล่วงหน้า
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เตรียมออกแนวทางปฏิบัติ(ไกด์ไลน์)การค้าขายทองคำภายในอีก 2 สัปดาห์นับจากนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ค้าและผู้บริโภค หลังจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าร้านทองปิดทำการในช่วงตรุษจีนโดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน
โดยในไกด์ไลน์จะขอความร่วมมือให้ร้านทองต้องแจ้งวันเปิด-ปิดให้กรมฯ ทราบล่วงหน้าก่อนปิดร้านเพิ่มจากเดิม 1 วัน เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อยวางแผนซื้อขายล่วงหน้าได้ แต่ขณะนี้ยังไม่กำหนดว่ากี่วันเพราะต้องรอการประชุมของสมาชิกผู้ค้าทองก่อน นอกจากนี้จะบังคับให้ใช้เครื่องชั่งมาตรฐานด้วยตัวเลขทศนิยม 2 หลัก ขอความร่วมมือให้คิดค่ากำเหน็จเหมาะสมบาทละ 400-900 บาท และการออกใบจองซื้อทองคำมาตรฐาน ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย ราคา จำนวนชิ้น วัน เวลา ที่ชัดเจน และห้ามโอนสิทธิ์ใบจองเพื่อป้องกันการเก็งกำไร ส่วนราคาซื้อขายทองคำจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาดโลก "ปัญหาการซื้อขายทองคำขณะนี้ เกิดจากราคาทองคำในตลาดโลกผันผวน โดยเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ออนซ์ละ 860 เหรียญสหรัฐ และปรับเพิ่มขึ้นกระทั่งมื่อวันที่ 26 ม.ค. ราคาสูงถึงออนซ์ละ 900 เหรียญฯ และยังมีความผันผวนของค่าพรีเมียม ทำให้ต้องการขายมาก ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนและวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ไม่มีราคาทองอ้างอิงทำให้ร้านค้าต้องปิดร้าน เพราะไม่มีเงินสดมาซื้อทอง ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจกันได้ แต่จากนี้ไปถ้ามีไกด์ไลน์แล้วจะทำให้การซื้อขายทองมีความชัดเจนมากขึ้น" นายยรรยง กล่าว ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า การซื้อขายทองคำวันนี้มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดร้านมา โดยคาดว่าตลอดทั้งวันร้านทองจะต้องรับซื้อเกิน 10,000 ล้านบาท มากกว่าเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาที่รับซื้อเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ร้านรับซื้อจากนักเก็งกำไรที่เข้ามาขายทองคำแท่งถึง 95% ขณะที่ทองรูปพรรณมีเพียง 5% ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ซื้อทองแท่ง 10% แต่ทองรูปพรรณมากถึง 90% สำหรับสาเหตุที่คนนิยมซื้อทองคำมากช่วงนี้เพราะต้องการเก็งกำไร เนื่องจากหลายเดือนหลังราคาทองคำผันผวนมาก เพียง 1 เดือน ซื้อได้กำไรบาทละ 1,000 บาท ซึ่งราคาที่ผันผวนทำให้ผู้ค้าทองต้องขาดทุนมาก "แค่เพียงช่วงเช้าวันนี้ก็ขาดทุนไปกว่า 100 ล้านบาท เพราะเปลี่ยนราคาไม่ทันจึงอยากให้ผู้บริโภคเห็นใจ ร้านทองปิดร้านไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภค แต่เป็นเพราะไม่มีราคาตลาดโลกอ้างอิง และราคาผันผวนเร็วมาก" นายจิตติ กล่าว สำหรับราคาทองคำวันนี้ยังผันผวนตามราคาในตลาดโลก โดยราคาขายทองคำแท่งซื้อเข้า 14,550 บาท ขายออก 14,650 บาท ทองรูปพรรณไม่รวมค่ากำเหน็จขายบาทละ 14,341 บาท ซื้อเข้าบาทละ 14,650 บาท
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2009-01-28/51227173/
คำถามท้ายเรื่อง
1.เหตุใดอธิบดีกรมการค้าภายในจึงต้องมีการเตรียมออกแนวทางปฏิบัติการค้าขายทองคำ
2.ปัญหาการซื้อขายทองคำในปัจจุบันนี้ เกิดจากสาเหตุใด
3 .สาเหตุที่คนนิยมซื้อทองคำมากช่วงนี้เพราะอะไร
วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552
แผนบริหารข้าวรัฐเตรียมเทขายจีทูจี
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์บริหารข้าวในสต๊อกรัฐ 5 ล้านตันว่า รัฐบาลจะไม่เร่งรัดระบายข้าวหรือเปิดประ มูลข้าวจนกระทบต่อราคาตลาดในประเทศ แต่จะเลือกใช้วิธีระบายข้าวผ่านกลไก ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แล้วสร้างปริมาณการซื้อขายในตลาดนี้แทนเพราะโปร่งใสกว่า พร้อมทั้งเน้นร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย เพื่อลดการแข่งขันกันเอง นอกจากนี้จะนำแผนการใช้ข้าวสต๊อกรัฐบาลเป็นสต๊อกสำ รองของอาเซียน ควบคู่กับการค้าแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เพื่อหาโอกาสระบายสินค้าออกจากสต๊อกและไม่ให้กระทบต่อราคาส่งออก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมา คมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐจะนำวิธีระบายข้าวแบบจีทูจีมาใช้บริหารสต๊อกข้าวรัฐที่มี 5 ล้านตัน เพราะจะทำให้ข้าวในประเทศมีปริมาณลดน้อยลง และทำให้ราคาตลาดสูงขึ้น ต่างจากปัจจุบันที่มีสต๊อกข้าวมากทำให้ราคาต่ำ โดยการดำเนินงานจะต้องเน้นรายละเอียดประ เทศที่จะเข้าไปทำจีทูจี เช่น อิหร่าน มีปัญหาเรื่องวิธีการชำระเงินผ่านธนาคารพาณิชย์ ตลาดฟิลิป ปินส์มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสการซื้อขาย คาดว่าตลาดข้าวแบบจีทูจีจะสามารถรองรับข้าวได้ประมาณ 2-2.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเพียงพอที่จะส่งผลต่อระดับราคาข้าวในประเทศสูงขึ้นได้
ส่วนแผนการส่งเสริมผู้ส่งออกรายใหญ่ เป็นแนวคิดที่ดีแต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่าผู้ส่งออกรายใหม่ต้องมีคุณสมบัติ อย่างไร และที่สำคัญต้องมีความสามารถการส่งออกได้จริงไม่เช่นนั้นอาจสร้างปัญหาต่อ ระบบการค้าได้ ทั้งนี้ สมาคมฯขอเสนอให้รัฐระบายข้าวให้ผู้ส่งออกอย่างทั่วถึงมากกว่าจะสร้างผู้ส่ง ออกรายใหม่เพราะปัญหาทุจริตข้าวขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากผู้ส่งออกรายจำนวนไม่ กี่รายถูกเรียกร้องจากนักการเมืองให้จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อจะได้รับซื้อข้าว ของรัฐ.
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=188558&NewsType=1&Template=1
คำถาม
1. รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์บริหารข้าวในสต๊อกรัฐ 5 ล้านตันว่า รัฐบาลจะไม่เร่งรัดระบายข้าวหรือเปิดประ มูลข้าวจนกระทบต่อราคาตลาดในประเทศ แต่จะเลือกใช้วิธีใด
2. นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเห็นด้วยที่รัฐจะนำวิธีระบายข้าวแบบจีทูจีมาใช้บริหารสต๊อกข้าวรัฐที่มี 5 ล้านตัน เพราะเหตุใด
3. สมาคมฯขอเสนอให้รัฐระบายข้าวให้ผู้ส่งออกอย่างทั่วถึงมากกว่าจะสร้างผู้ส่งออกรายใหม่เพราะเหตุใด
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552
รัฐจัดแผนสำรองสู้วิกฤติโลก
เลขทะเบียน 48210401
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) ในงานสัมมนา โพสต์ ฟอรัม 2009 จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
“เชื่อว่ามาตรการทุกๆอย่างที่กระตุ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 2% แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกจะผันผวนรุนแรงหรือไม่ คาดว่าผลของมาตรการทั้งหมดจะทำให้การว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5% หรือประมาณ 500,000 คน จากเดิมที่จะมีแรงงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคน”
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อย้อนกลับวงจรแห่งความหายนะ และเพื่อให้ประชาชน และนักลงทุนกลับสู่ความเชื่อมั่น ซึ่งฟื้นการใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐ เพราะหากมีการใช้จ่าย ธุรกิจก็จะขายของได้ ไม่ต้องปลดคนงาน ธุรกิจไม่ล้ม ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นกลับมา และคนจะมีความเชื่อมั่น
“รัฐบาลเข้าใจ และยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าหนักอย่างยิ่ง ผลกระทบที่อาจจะมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่แรงกว่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งคงต้องขึ้นกับการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ หากรัฐบาลโอบามาสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็ว และทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดหนักมากเกินไป รัฐบาลเชื่อว่าสามารถที่จะรับมือได้ อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยของสหรัฐฯขณะนี้ กลายเป็นการถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ เหมือนช่วงปี ค.ศ.1931 ขอให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้เตรียมมาตรการรองรับกรณีเลวร้ายอย่างนั้นไว้แล้ว”
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายก รัฐมนตรีได้สั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาด เพื่อให้รองรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที และจะมีการประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯว่าจะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนในช่วง 6 เดือนด้วย
ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้น้อย ว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นไปตามตำราเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและเกิดการสร้างงานตามมา ส่วนที่นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการที่สหรัฐฯเคยใช้นั้น เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลเพียงครึ่งเดียว กรณีที่สหรัฐฯ ใช้เป็นการคืนเงินภาษีให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนของไทยคือให้เฉพาะคนมีรายได้น้อย และยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการพยุงเศรษฐกิจ เพราะแต่ละมาตรการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ต้องมีหลายมาตรการ และเป็นธรรมกับคนทุกระดับชั้น
ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ว่า ธปท.ประเมินการว่างงานของไทยในปี 52 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 51 โดยกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจขยายตัว 0% จะมีคนว่างงาน 1.07 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.8% กรณีไม่รวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลหรือภาคเกษตรพ้นฤดูเก็บเกี่ยว รวมบัณฑิตจบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานอยู่แล้วประมาณ 500,000 คน แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลแล้ว คาดว่าจะมีคนว่างงานประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% คาดว่าจะมีจำนวนคนว่างงาน 840,000 คน หรือ 2.2% กรณีไม่ร่วมผู้ว่างงานตามฤดูกาล แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลจะมีคนตกงาน 1.11 ล้านคน หรือ 2.9%
ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119375
คำถามท้ายเรื่อง
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
เอกชนลุ้นกนง.ลดดอกเบี้ย จักรมณฑ์ชี้ลงไม่แรงถึง1%-ไทยยังไม่วิกฤต
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงแนวโน้มดอกเบี้ยในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ว่า มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยจะปรับลดลงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้คงจะไม่แรงเหมือนกับการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.51 ที่ กนง.มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ย 1% น่าจะเป็นการปรับลดครั้งรุนแรงสุดที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤตขนาดต้องลดดอกเบี้ยที่รุนแรงอีกเป็นครั้งที่ 2
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1% จาก 2.75% เหลือ 1.75% เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลง ก่อนหน้านี้ส.อ.ท.เสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วในเรื่องการผลักดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 1% ซึ่งนายกฯ รับปากที่จะดูแลให้
ทั้งนี้ดอกเบี้ยของไทยสามารถลดได้อีก 1% และหากเทียบกับเพื่อนบ้านแล้วไทยยังมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าหลายประเทศ หากดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงด้วย ตรงนี้จะทำให้รายจ่ายของผู้ประกอบการลดลง
รายงานข่าวจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า กนง.อาจมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไม่น้อยกว่า 0.50% จาก 2.75% มาที่ 2.25% หรือต่ำกว่านั้น คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กนง.ในการประชุมรอบแรกของปีในวันที่ 14 ม.ค.นี้ โดยขณะนี้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดความน่ากังวลลงค่อนข้างมาก ซึ่งคงจะเอื้อให้ กนง.มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก
ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยยังคงมีความเป็นไปได้ที่สำนักต่างๆ จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกในระยะข้างหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มประสบกับภาวะถดถอยไปถึงครึ่งปีแรกของปี 52 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีค่าติดลบในบางเดือนของปี 52 เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับทั่วโลก ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการไทย คงจะถูกฝากความหวังว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะที่ซบเซาไปได้โดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูความชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 ม.ค.นี้ ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% รวมถึงปัจจัยต่างประเทศที่บริษัทต่างๆ จะทยอยประกาศผลประกอบการรอบไตรมาส 4/51 ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังไม่มีอะไรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน
ที่มา : http://news.sanook.com/economic/economic_335696.php
คำถาม
1. กนง.ย่อมาจากคำว่าอะไร
2. การประชุม กนง.จะจัดขึ้นวันที่เท่าไร
3. ในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยกี่เปอร์เซ้นต์
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552
ไม่กล้าแตะนโยบายการเงิน รัฐบาลเงื้อง่าคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อม ด้วย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เดินทางมายังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประชุมประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจ หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนการบริหารงานทางเศรษฐกิจ กับผู้บริหาร ธปท. เนื่องจากเห็นว่า ธปท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารงานทางเศรษฐกิจและมีฐานะพิเศษในฐานะเป็นธนาคาร กลาง นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมาเห็นการกระทบกระทั่งระหว่างหน่วยงานรัฐ กับ ธปท.หลายเรื่อง จึงต้องการทำความเข้าใจระหว่างกัน
ทั้งนี้ จากการประชุม ภาพรวมของเศรษฐกิจที่ ธปท. และรัฐบาลในช่วงต่อไปเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะแย่มากในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปี และฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3 โดย ธปท.ได้ รายงานการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ให้ทราบว่า จะโตเพียง 0.5-2.5% จากเดิมที่เคยประมาณการว่า จะโตสูงถึง 3.8-5% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ ต้องประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบเรื่องการว่างงาน และผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับประชาชน
ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงคือการให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งหลักการที่สำคัญในขณะนี้คือ การจัดกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กล้าที่จะปล่อยกู้ ขณะที่การอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท และเงินที่ค้างอยู่ในส่วนขององค์กรส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท บางส่วนจะใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้าไปเป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อช่วย เกษตรกรและสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอี
สำหรับแนวนโยบายการเงินในช่วงต่อไปของ ธปท. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายการเงินคงต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง และเมื่อเห็นปัญหาตรงกันแล้วเชื่อว่าแนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปคง ไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกัน มีความเชื่อมั่นว่าภายใต้การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.จะอยู่ที่ 0.4% ก็ตาม
ด้านนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงความเป็นห่วงของรัฐบาลถึงการใช้เกณฑ์ กำกับสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบาเซิล 2 ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ว่า วันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่สถาบันการเงินไทยทุกแห่งเริ่มใช้เกณฑ์บาเซิล 2 ในการดำเนินงานตามกำหนดเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่าง ธปท. และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเข้าใจว่า ธปท.ไม่ได้ ใช้เกณฑ์ที่รุนแรงหรือเข้มงวดต่อธนาคารพาณิชย์ เกินไป ส่วนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ นั้นเป็นภาวะปกติของการเข้าสู่เศรษฐกิจชะลอตัว
ส่วนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีพยายามเร่งการทำงานของรัฐบาลให้มีความรวดเร็ว เช่น การจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ตามกฎหมายกำหนดให้จัดทำภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาใน 60 วัน ซึ่งรัฐบาลได้เร่งทำกันอยู่ พร้อมกันนี้ นายกฯยังได้นัดมอบนโยบายกับส่วนราชการทั่วประเทศในวันที่ 6 ม.ค. นี้ เพื่อแต่ละส่วนราชการจะได้กลับไปจัดทำแผนมาเสนอต่อรัฐบาลและจะได้นำแผน บริหารราชการแผ่นดินเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ภายในวันที่ 13 ม.ค.นี้ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะคลอดออกมาได้
“การที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องทำตามกฎหมาย คือ ให้มีการเห็นชอบแผนบริหารราชการแผ่นดินให้เสร็จก่อน ซึ่งจะเป็นแผนบริหารราชการแผ่นดินระยะ 3 ปี และระหว่างนี้รัฐบาลได้ร่วมกับสภาพัฒน์จัดเตรียมทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เอาไว้”
นายกอร์ปศักดิ์กล่าวยอมรับว่า รัฐบาลในขณะนี้คงไม่มีเวลามาคิดเรื่องใหม่ๆที่ต้องทำตอนนี้ คือทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าไปในระบบอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเม็ดเงินจากกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงหรือที่ใช้ชื่อในอดีตว่า โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน และชุมชน (เอสเอ็มแอล) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ส่วนผลจากเศรษฐกิจโลกขณะนี้ต้องรอดูแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 750,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯของสหรัฐฯก่อน
ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 ม.ค.ที่จะถึงนี้ กระทรวงการคลังจะเสนองบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท เพื่อให้ ครม.พิจารณาและหลังจากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 21 ม.ค.52 ส่วนการจัดทำงบประมาณในปี 53 นั้น ยังคงขาดดุลต่อเนื่องโดยคาดว่า จะขาดดุลเท่ากับ ปีงบประมาณ 52 ที่ 250,000 ล้านบาท รวมกับงบประมาณกลางปีอีก 100,000 ล้านบาท จะรวมเป็น 350,000 ล้านบาท และการขาดดุลในปีงบ 53 ก็จะอยู่ที่ 350,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ภายในระยะเวลา 2 ปีจากนี้ต่อไป จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ.
ขอขอบคุณ Website Thairath
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117908
คำถาม
1. เศรษฐกิจในปีนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้คืออะไร
2. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. อยู่ที่เท่าไร
3. กองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเดิมชื่อว่าอะไร