จัดทำบทความโดย น.ส. พิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
เลขทะเบียน 48210401
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) ในงานสัมมนา โพสต์ ฟอรัม 2009 จัดโดยบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภายใต้หัวข้อ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ว่า รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
“เชื่อว่ามาตรการทุกๆอย่างที่กระตุ้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัว 2% แต่จะได้ตามนั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโลกจะผันผวนรุนแรงหรือไม่ คาดว่าผลของมาตรการทั้งหมดจะทำให้การว่างงานไม่เกิน 2.0-2.5% หรือประมาณ 500,000 คน จากเดิมที่จะมีแรงงานตกงานมากกว่า 1 ล้านคน”
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเรื่อง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน เพื่อย้อนกลับวงจรแห่งความหายนะ และเพื่อให้ประชาชน และนักลงทุนกลับสู่ความเชื่อมั่น ซึ่งฟื้นการใช้จ่ายของประชาชนและภาครัฐ เพราะหากมีการใช้จ่าย ธุรกิจก็จะขายของได้ ไม่ต้องปลดคนงาน ธุรกิจไม่ล้ม ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นกลับมา และคนจะมีความเชื่อมั่น
“รัฐบาลเข้าใจ และยอมรับว่า สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญหน้าหนักอย่างยิ่ง ผลกระทบที่อาจจะมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่แรงกว่าที่คาดคิดไว้ ซึ่งคงต้องขึ้นกับการแก้ไขปัญหาของสหรัฐฯ หากรัฐบาลโอบามาสามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้เร็ว และทำให้เศรษฐกิจโลกไม่ทรุดหนักมากเกินไป รัฐบาลเชื่อว่าสามารถที่จะรับมือได้ อย่างไรก็ตาม หากภาวะถดถอยของสหรัฐฯขณะนี้ กลายเป็นการถดถอยครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ เหมือนช่วงปี ค.ศ.1931 ขอให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของรัฐบาลได้คิดถึงเรื่องนี้ และได้เตรียมมาตรการรองรับกรณีเลวร้ายอย่างนั้นไว้แล้ว”
รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า นายก รัฐมนตรีได้สั่งให้ทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวนานกว่าที่คาด เพื่อให้รองรับและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้ทันท่วงที และจะมีการประเมินแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐฯว่าจะสัมฤทธิผลมากน้อยแค่ไหนในช่วง 6 เดือนด้วย
ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีให้เงินค่าครองชีพ 2,000 บาทแก่ผู้มีรายได้น้อย ว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาเป็นไปตามตำราเศรษฐกิจที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อสร้างกำลังซื้อให้กับประชาชน เชื่อว่าจะนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยและเกิดการสร้างงานตามมา ส่วนที่นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการที่สหรัฐฯเคยใช้นั้น เห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลเพียงครึ่งเดียว กรณีที่สหรัฐฯ ใช้เป็นการคืนเงินภาษีให้กับประชาชนทุกคน ในส่วนของไทยคือให้เฉพาะคนมีรายได้น้อย และยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาไม่ใช่มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่เป็นการพยุงเศรษฐกิจ เพราะแต่ละมาตรการไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ต้องมีหลายมาตรการ และเป็นธรรมกับคนทุกระดับชั้น
ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ วิกฤติเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ว่า ธปท.ประเมินการว่างงานของไทยในปี 52 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 51 โดยกรณีเลวร้ายเศรษฐกิจขยายตัว 0% จะมีคนว่างงาน 1.07 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 2.8% กรณีไม่รวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลหรือภาคเกษตรพ้นฤดูเก็บเกี่ยว รวมบัณฑิตจบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานอยู่แล้วประมาณ 500,000 คน แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลแล้ว คาดว่าจะมีคนว่างงานประมาณ 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% คาดว่าจะมีจำนวนคนว่างงาน 840,000 คน หรือ 2.2% กรณีไม่ร่วมผู้ว่างงานตามฤดูกาล แต่หากรวมผู้ว่างงานรอฤดูกาลจะมีคนตกงาน 1.11 ล้านคน หรือ 2.9%
ส่วนทางด้านกระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=119375
คำถามท้ายเรื่อง
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
เทิดพระเกียรติ
วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?
I made this video playlist at myflashfetish.com
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท
นางสาวพรรัตน์ ผ่องเคหา
48210154
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อยกู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท
นางสาวลดาวัลย์ พองาม
เลขทะเบียน48210277
1. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึง นโยบายการคลังในภาวะเศรษฐกิจถดถอยว่าอย่างไรบ้าง
ตอบ รัฐบาลมีความหวังว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 52 จะอยู่ที่ 0-2% จากความพยายามใช้มาตรการทางการคลังอย่างสูงคือ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
2. มาตรการทางการคลังอย่างสูงมีอะไรบ้าง
ตอบ 1. งบประมาณกลางปี 116,700 ล้านบาท ที่รัฐบาลอัดฉีดสู่ระบบนั้นจะมีผลต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 1% 2. มาตรการภาษีที่รัฐบาลคืนให้กับประชาชนทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะมีผล 0.6% ของจีดีพี 3. มาตรการกระตุ้นโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐฯ ในการปล่อยสินเชื่ออีก 300,000 ล้านบาท จะมีผลต่อจีดีพี 0.2% 4. การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี และ 5. การเร่งรัดการลงทุนโครงการระยะยาว ทุกๆ 25,000 ล้านบาท จะมีผล 0.1% ของจีดีพี
3. เพราะเหตุใดนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ได้เชิญตัวแทนธนาคารพาณิชย์ จำนวน 11 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม
10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
ตอบ เพื่อขอความร่วมมือร่วมโครงการนำเงินประกันสังคม 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้กับสถานประกอบการขนาดกลางและย่อม และผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยต้องการส่งเสริมให้ผู้กู้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยการกู้ในโครงการจะมีดอกเบี้ยไม่เกิน 5% หากธนาคารแห่งใดพร้อมที่จะทำการนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยดัง กล่าว สำนักงานประกันสังคมก็พร้อมที่จะพิจารณานำเงินกองทุนที่มีอยู่สนับสนุนปล่อย กู้ ซึ่งอาจจะเพิ่มเกิน 50,000 ล้านบาท
ตอบโดย นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
เลขทะเบียน48210346 กลุ่ม 10
แสดงความคิดเห็น