จัดทำบทความโดยน.ส.ธนพร จงสืบสิทธิ เลขทะเบียน 48210391
กรุงเทพฯ 14 ก.พ.-นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนส่วนหนึ่งหันมาให้ความสนใจลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และความสนใจลงทุนในกองทุนลักษณะนี้ จะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไปอีก เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประหยัดภาษี
ส่วนผลการดำเนินงานของ บลจ.วรรณ ในปี 2551 ว่า บลจ.วรรณ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 9,475.81 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 13.6 จากที่มีทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารทั้งหมดในปี 2550 จำนวน 71,360.63 ล้านบาท และในปีนี้บริษัทมีแผนที่จะออกกองทุนใหม่เพิ่มขึ้นอีก เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กองทุนรวมอีทีเอฟ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ บลจ.วรรณ ยังคงเน้นทำการตลาดสำหรับกองทุนที่มีอยู่ผ่านโครงการ Automatic Millionaire Program (AMP) โปรแกรมอัตโนมัติที่เปิดโอกาสให้คุณบรรลุฝันทางการเงินได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ลงทุน ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 800 ราย โดยในปี 2552 นี้ บลจ.วรรณ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 2,000 ราย โดยจะมีการขยายฐานผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น และมุ่งเน้นการทำ workshop ให้ความรู้กับผู้ลงทุนต่อไป
สำหรับกองทุนเปิดไทยเด็กซ์ เซ็ท 50 อีทีเอฟ หรือ TDEX นั้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 51 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,133.67 ล้านบาท โดยเชื่อว่า TDEX ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก โดย บลจ.วรรณ จะเน้นการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่นักลงทุนต่อเนื่องต่อไป.-สำนักข่าวไทย
ที่มา : http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTc5MTIzJm50eXBlPXRleHQ=
คำถาม
1.หนึ่งในช่องทางในการประหยัดภาษีคืออะไร
2.บริษัทมีแผนที่จะออกกองทุนใหม่เพิ่มขึ้นอีกได้แก่อะไรบ้าง
3. Automatic Millionaire Program (AMP) เป็นอย่างไร
เทิดพระเกียรติ
วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?
I made this video playlist at myflashfetish.com
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
คลังชงแผนกู้เงินนอกวันนี้ สำรองฉุกเฉิน 7 หมื่นล้านบาท
จัดทำบทความโดย นางสาวมนัสยา จอมเกาะ เลขทะเบียน 48210396
นายกรัฐมนตรี ยอมรับเตรียมกู้เงินต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแผนสำรองฉุกเฉิน รับมือเศรษฐกิจโลกวิกฤติกว่าที่คาด เตรียมชงกรอบกู้เงิน ค
รม.วันนี้ ขณะที่คลังยันยังไม่ถังแตก มีเงินจ่ายข้าราชการแน่นอน เตรียมดึงธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยรับภาระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯที่กระทรวงการคลังต้องแบกภาระจ่ายให้ทุกปี 70,000 ล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาเรื่อง “เจาะลึก 8 คำถามอุตสาหกรรมเด่นกับนายกรัฐมนตรี” ซึ่งจัดโดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนและสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมสำรองวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้เตรียมเจรจาหาเงินกู้จากองค์กรต่างประเทศ ทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ธนาคารโลกองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) เพื่อมาสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษบกิจ หากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่วิกฤติเศรษฐกิจโลกลงลึกกว่าที่คาด เพื่อให้มีแหล่งเงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเตรียมวงเงินเบื้องต้น 60,000-70,000 ล้านบาท และจะเสนอกรอบกู้เงินต่อ ครม.วันที่ 3 ก.พ.
นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า การหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม ไม่ใช่เพราะมีปัญหาเรื่องทุนสำรอง แต่ทุนสำรองยังมีความแข็งแกร่ง ส่วนแผนสำรองเงินกู้เพื่อรองรับเหตุการณในอนาคต เพราะมาตรการที่ออกมาช่วยกระตุ้นเยียวยาเศรษฐกิจได้ถึงไตรมาส 3 ส่วนต้นไตรมาส 4 ต้องมาประเมินอีกครั้งว่าจะออกมาตรการก๊อก 2 หรือไม่อย่างไร “การหาแหล่งเงินกู้เพิ่มไม่ใช่เพราะมีปัญหาทุนสำรอง แต่การมีแผนสำรองเงินกู้เพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคต เพื่อให้มีช่องทางแหล่งเงินอื่นๆ มาใช้แก้ไขปัญหา เพราะรัฐบาลจะประมาทไม่ได้ หากเกิดความจำเป็นจะได้สามารถนำมาใช้ได้ทันที”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเป็นบวก แต่ยืนยันไม่ได้ ว่าจะฟื้นตัวเป็นบวกได้เท่าไร โดยหวังให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามีผลสำเร็จ แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือเศรษฐกิจต่างประเทศ เพราะหากไทยส่งออกไม่ได้และไม่มีคนเข้ามาท่องเที่ยวในไทย เศรษฐกิจเราจะลำบาก ดังนั้น ตอนนี้ต้องภาวนาให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างประเทศได้ผล
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ ธปท.เข้ามามีบทบาทช่วยดูแลเศรษฐกิจโดยรวม เพราะขณะนี้คลังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินปีละกว่า 70,000 ล้านบาท ทำให้มีข้อจำกัดในการนำเงินงบประมาณส่วนนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจ หาก ธปท.จะช่วยรับภาระส่วนนี้ไปจะได้หรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลมีเงินส่วนนี้มาใช้ได้
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ฐานะเงินคงคลัง ที่ลดลงเหลือเพียง 52,000 ล้านบาท และอาจไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือน ข้าราชการว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายให้ระดับเงินคงคลังของประเทศอยู่ในระดับไม่สูงมาก จะไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารเงินสดและการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยสาเหตุที่รัฐบาลบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีระดับไม่สูงมากนัก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระการคลังของประเทศ เพราะรัฐบาลใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ ที่ต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ดังนั้น การมีเงินคงคลังมากเกินไปจะไม่สร้างประโยชน์
“รัฐบาลมีนโยบายที่จะบริหารจัดการให้เงินคงคลังอยู่ในระดับที่น้อยที่สุด แต่จะต้องไม่สร้างปัญหาให้กับระบบเบิกจ่าย เพราะเงินทุกบาทมีต้นทุนและภาระดอกเบี้ย เนื่องจากกระทรวงการคลังต้องกู้เงินมาใช้ในงบประมาณขาดดุล หากมีเงินคงคลังไว้มากเกิน ก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ อย่างไรก็ตามผมมั่นใจในระบบบัญชีการคลังของประเทศว่าจะไม่มีปัญหา และมีการรายงานให้ผมทราบถึงสถานะเงินสดทุกวัน”
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินคงคลังมีอยู่ 52,000 ล้านบาทไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่ากลัว หรือน่ากังวลว่า รัฐบาลจะถังแตก เพราะเงินคงคลังมีการขึ้นและลงตามสภาพคล่องที่เกิดขึ้นจากรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ได้บริหาร และดูแลสภาพคล่องของเงินคงคลังให้มีอย่างเพียงพอกับการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยยืนยันว่าข้าราชการจะได้รับเงินเดือนทุกเดือนเหมือนเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ธปท. ว่า แม้กฎหมายจะกำหนดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯไว้ชัดเจนว่าให้คลังจ่ายดอกเบี้ย และ ธปท.จ่ายเงินต้น แต่จริงๆ เปลี่ยนหน้าที่กันได้ โดยการออก พ.ร.ก.ให้ถือเรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนและรัฐบาลลงมือทำงานไปก่อนที่กฎหมายจะผ่านสภาได้ แต่ก่อนแก้ไขกฎหมาย หรือออก พ.ร.ก. ต้องให้รัฐบาลตัดสินใจให้ชัดเจนก่อนว่า เรื่องนี้ต้อง การปรับเปลี่ยนเพื่อวัตถุประสงค์ใด และเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาเท่าไร จะมีวงเงินเหลือเท่าไร เมื่อรัฐบาลตัดสินใจชัดแล้วก็มาหารือกับ ธปท.ถึงแนวทางการทำงาน และแนวทางหาเงินของ ธปท.ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะแก้ไขกฎหมายได้ แต่หากไม่มีเม็ดเงินก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น คลังและ ธปท.ต้องพิจารณาร่วมกันว่า หากจะให้ ธปท.รับภาระจ่ายดอกเบี้ยปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท จะเอาเงินมาจากส่วนใด.
ที่มา :http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=121865
คำถาม
1รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมสำรองวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้เตรียมเจรจาหาเงินกู้จากองค์กรใดบ้าง ?
2.จุดประสงค์ของการหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม คืออะไร ?
3.สาเหตุที่รัฐบาลบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีระดับไม่สูงมากนัก คืออะไร ?
นายกรัฐมนตรี ยอมรับเตรียมกู้เงินต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแผนสำรองฉุกเฉิน รับมือเศรษฐกิจโลกวิกฤติกว่าที่คาด เตรียมชงกรอบกู้เงิน ค
รม.วันนี้ ขณะที่คลังยันยังไม่ถังแตก มีเงินจ่ายข้าราชการแน่นอน เตรียมดึงธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยรับภาระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯที่กระทรวงการคลังต้องแบกภาระจ่ายให้ทุกปี 70,000 ล้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาเรื่อง “เจาะลึก 8 คำถามอุตสาหกรรมเด่นกับนายกรัฐมนตรี” ซึ่งจัดโดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนและสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมสำรองวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้เตรียมเจรจาหาเงินกู้จากองค์กรต่างประเทศ ทั้งธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ธนาคารโลกองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) เพื่อมาสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษบกิจ หากเกิดกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่วิกฤติเศรษฐกิจโลกลงลึกกว่าที่คาด เพื่อให้มีแหล่งเงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเตรียมวงเงินเบื้องต้น 60,000-70,000 ล้านบาท และจะเสนอกรอบกู้เงินต่อ ครม.วันที่ 3 ก.พ.
นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า การหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม ไม่ใช่เพราะมีปัญหาเรื่องทุนสำรอง แต่ทุนสำรองยังมีความแข็งแกร่ง ส่วนแผนสำรองเงินกู้เพื่อรองรับเหตุการณในอนาคต เพราะมาตรการที่ออกมาช่วยกระตุ้นเยียวยาเศรษฐกิจได้ถึงไตรมาส 3 ส่วนต้นไตรมาส 4 ต้องมาประเมินอีกครั้งว่าจะออกมาตรการก๊อก 2 หรือไม่อย่างไร “การหาแหล่งเงินกู้เพิ่มไม่ใช่เพราะมีปัญหาทุนสำรอง แต่การมีแผนสำรองเงินกู้เพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคต เพื่อให้มีช่องทางแหล่งเงินอื่นๆ มาใช้แก้ไขปัญหา เพราะรัฐบาลจะประมาทไม่ได้ หากเกิดความจำเป็นจะได้สามารถนำมาใช้ได้ทันที”
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวเป็นบวก แต่ยืนยันไม่ได้ ว่าจะฟื้นตัวเป็นบวกได้เท่าไร โดยหวังให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามีผลสำเร็จ แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือเศรษฐกิจต่างประเทศ เพราะหากไทยส่งออกไม่ได้และไม่มีคนเข้ามาท่องเที่ยวในไทย เศรษฐกิจเราจะลำบาก ดังนั้น ตอนนี้ต้องภาวนาให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างประเทศได้ผล
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ ธปท.เข้ามามีบทบาทช่วยดูแลเศรษฐกิจโดยรวม เพราะขณะนี้คลังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินปีละกว่า 70,000 ล้านบาท ทำให้มีข้อจำกัดในการนำเงินงบประมาณส่วนนี้มากระตุ้นเศรษฐกิจ หาก ธปท.จะช่วยรับภาระส่วนนี้ไปจะได้หรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลมีเงินส่วนนี้มาใช้ได้
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ฐานะเงินคงคลัง ที่ลดลงเหลือเพียง 52,000 ล้านบาท และอาจไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือน ข้าราชการว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายให้ระดับเงินคงคลังของประเทศอยู่ในระดับไม่สูงมาก จะไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารเงินสดและการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยสาเหตุที่รัฐบาลบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีระดับไม่สูงมากนัก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระการคลังของประเทศ เพราะรัฐบาลใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ ที่ต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ดังนั้น การมีเงินคงคลังมากเกินไปจะไม่สร้างประโยชน์
“รัฐบาลมีนโยบายที่จะบริหารจัดการให้เงินคงคลังอยู่ในระดับที่น้อยที่สุด แต่จะต้องไม่สร้างปัญหาให้กับระบบเบิกจ่าย เพราะเงินทุกบาทมีต้นทุนและภาระดอกเบี้ย เนื่องจากกระทรวงการคลังต้องกู้เงินมาใช้ในงบประมาณขาดดุล หากมีเงินคงคลังไว้มากเกิน ก็ไม่ได้สร้างประโยชน์ อย่างไรก็ตามผมมั่นใจในระบบบัญชีการคลังของประเทศว่าจะไม่มีปัญหา และมีการรายงานให้ผมทราบถึงสถานะเงินสดทุกวัน”
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินคงคลังมีอยู่ 52,000 ล้านบาทไม่ได้เป็นตัวเลขที่น่ากลัว หรือน่ากังวลว่า รัฐบาลจะถังแตก เพราะเงินคงคลังมีการขึ้นและลงตามสภาพคล่องที่เกิดขึ้นจากรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ได้บริหาร และดูแลสภาพคล่องของเงินคงคลังให้มีอย่างเพียงพอกับการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยยืนยันว่าข้าราชการจะได้รับเงินเดือนทุกเดือนเหมือนเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ธปท. ว่า แม้กฎหมายจะกำหนดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯไว้ชัดเจนว่าให้คลังจ่ายดอกเบี้ย และ ธปท.จ่ายเงินต้น แต่จริงๆ เปลี่ยนหน้าที่กันได้ โดยการออก พ.ร.ก.ให้ถือเรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนและรัฐบาลลงมือทำงานไปก่อนที่กฎหมายจะผ่านสภาได้ แต่ก่อนแก้ไขกฎหมาย หรือออก พ.ร.ก. ต้องให้รัฐบาลตัดสินใจให้ชัดเจนก่อนว่า เรื่องนี้ต้อง การปรับเปลี่ยนเพื่อวัตถุประสงค์ใด และเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาเท่าไร จะมีวงเงินเหลือเท่าไร เมื่อรัฐบาลตัดสินใจชัดแล้วก็มาหารือกับ ธปท.ถึงแนวทางการทำงาน และแนวทางหาเงินของ ธปท.ต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะแก้ไขกฎหมายได้ แต่หากไม่มีเม็ดเงินก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น คลังและ ธปท.ต้องพิจารณาร่วมกันว่า หากจะให้ ธปท.รับภาระจ่ายดอกเบี้ยปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท จะเอาเงินมาจากส่วนใด.
ที่มา :http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=121865
คำถาม
1รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมสำรองวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยได้เตรียมเจรจาหาเงินกู้จากองค์กรใดบ้าง ?
2.จุดประสงค์ของการหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม คืออะไร ?
3.สาเหตุที่รัฐบาลบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีระดับไม่สูงมากนัก คืออะไร ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)