เทิดพระเกียรติ

วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?


VideoPlaylist
I made this video playlist at myflashfetish.com

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จีดีพีไตรมาส 4 ติดลบเป็นครั้งแรก เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และผลกระทบจากการปิดสนามบิน

จัดทำบทความโดยนางสาวธนพร จงสืบสิทธิ เลขทะเบียน 48210391

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 51 ใหม่ ว่าจะขยายตัวเพียง 3% จากเดิมที่คาดไว้ 5.1% เนื่องจากไตรมาส 4 นี้จีดีพีติดลบ 2-3% จาก การใช้จ่ายภายในประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมมาก ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการปิดสนามบิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยวในช่วงท้ายปี คาดว่าไตรมาสแรกปีหน้าจีดีพียังติดลบอยู่ ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย และทั้งปี 52 จีดีพีจะขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น

ภาวะเศรษฐกิจเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาชะลอตัวอย่างรุนแรง และต่อเนื่องจากเดือน ต.ค. ทั้งด้านการส่งออกที่ติดลบ 18% จากการปิดสนามบิน และสัญญาณการบริโภคที่น่าเป็นห่วง จากการที่ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ติดลบ 4% รวมถึงการลงทุนที่ติดลบ 6.4% ส่งผลให้ไตรมาส 4 จีดีพีน่าจะติดลบ 2-3% นับเป็นการติดลบครั้งแรกของ ปี ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจตกหลุมลึกจริง โดยเฉพาะการบริโภคที่ติดลบนั้นเริ่มน่ากลัว ส่วนเดือน ธ.ค.ก็น่าจะเป็นไปในทำนองเดียวกัน

ส่วนเงินเฟ้อทั้งปีนี้ น่าจะลดลงมาอยู่ ที่ 5.6% จากราคาน้ำมันที่ลดลงเร็วมาก ขณะที่การส่งออกทั้งปีน่าจะยังขยายตัวที่ 19.7% แต่จากการนำเข้าที่สูงขึ้น ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะขาดดุล 1.5% ของจีดีพี และยอมรับว่าการขาดดุล ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลังนั้น ถือว่าอันตราย เพราะอาจเหมือนสหรัฐ แต่ของไทยยังไม่รุนแรงเท่า จึงต้องจับตาดูดุลบัญชีปีหน้าอย่างใกล้ชิด โดยหากขาดดุล 2-3% ถือว่าน่ากลัว ดังนั้นต้องขึ้นอยู่กับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้อง บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและนโยบายการเงินการคลัง ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

ทั้งนี้คาดว่า หลังจากไตรมาส 2 ของปี 52 เป็นต้นไป จีดีพีน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้เฉลี่ยที่ 1% โดยมีช่วงที่ 0-2% และการที่จะทำให้ทั้งปีโต ถึง 2% ได้นั้น หมายความว่ารัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง และต้องเกิดประสิทธิภาพเต็มที่ทุกโครงการ

นายสมชัย กล่าวว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังได้สั่งการให้ สศค.หาช่องทาง อัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มเติม และเห็นว่ายังมีอีกหลายช่องทางที่ทำได้รวมเป็นเงินเกือบ 4 แสนล้านบาท นอกจากการขาดดุลเพิ่ม 1 แสนล้านแล้ว ยังมีส่วนที่ค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจอีก 1 แสนล้านบาท การกู้ตรงจากต่างประเทศยังมีช่องอีก 140,000 ล้านบาท และการกู้มาปล่อยต่อให้รัฐวิสาหกิจอีก 50,000 ล้านบาท

นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุ โสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจปี 52 จะขยายตัวต่อเนื่องหรือไม่ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ หากมีการเบิกจ่ายงบประมาณและเป็นไปตามเป้าหมายจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โดยเห็นว่าการเมืองในประเทศที่ชัดเจน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นและทำให้บรรยากาศภายในประเทศดีขึ้น แต่ต้องดูปัจจัยภายนอกด้วย
ที่มา: http://www.prachatai.com/05web/th/home/14994

คำถาม

1.บอกเหตุผลว่าทำไมจีดีพีไตรมาส 4 ถึงติดลบเป็นครั้งแรก

2.เงินเฟ้อ หมายความว่าอย่างไร

3.เศรษฐกิจปี 52 จะขยายตัวต่อเนื่องหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับใคร อย่างไร

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ธปท.ชี้ปรับลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 1 หนุนให้สินเชื่อเพิ่มขึ้น

จัดทำบทความโดย นางสาวมนัสยา จอมเกาะ เลขทะเบียน 48210396

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ฝ่ายเสถียรภาพสถาบันการเงิน (ธปท.) กล่าวว่า หลัง จากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามนั้น

ประเมินว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง คือ

  1. ช่วยให้อุปสงค์ในประเทศทั้งด้านการลงทุนภาคธุรกิจ และการบริโภคของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการด้านสินเชื่อเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยลดลง
  2. ตลาดเงินมีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสภาพคล่องในประเทศและการขยายตัวของสินเชื่อ
  3. ช่วยลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ และ
  4. ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าลงได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งหมดจะเป็นผลดีทั้งต่อเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์

สำหรับในอนาคต ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับวัฏจักรของดอกเบี้ยในประเทศ ส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เท่ากันนั้น ธปท.ก็ดูอยู่ และมีการให้ความเห็นบ้าง แต่มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวลมาก เพราะการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากมากกว่าอัตราดอกเบี้ยกู้ยืม เนื่องจากก่อนที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะเข้ามีผลจริง ๆ ก็ต้องรอให้เงินฝากครบกำหนด ซึ่งช่วงนี้อาจจะเป็นแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์พอสมควร

นายบัณฑิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญและติดตามตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้เริ่มเห็นว่ามีอัตราที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และอุปโภคบริโภค เนื่องจากมีสัญญาณการผิดนัดการชำระหนี้ 3 เดือนติดต่อกัน ส่วนภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ปี 2552 ธปท.จะหารือกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ในช่วงปลายปีนี้ และต้นปีหน้าอีกครั้ง ทั้งเรื่องของแผนการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยง เพื่อตั้งรับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ส่วนกรณีที่สถาบันการจัดเครดิตไม่ว่าจะเป็น สแตน ดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (เอสแอนด์พี) ฟิทซ์ เรตติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยลงจากเสถียรภาพเป็นติด ลบ และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารไทยด้วย เพราะเป็นผลจากสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ไทยต่อไปนั้น มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึงร้อยละ 15.7 ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีการหักสำรอง 9 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 3.3


ที่มา : http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=38d18a7c/7b54-4326-928e-3a0632fba042


คำถามท้ายบท

1.
ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้มีดารประเมินว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในทางใดบ้าง?
2.
สถาบันการจัดเครดิตมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และเพราะเหตุใด?
3.
ปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละเท่าไร?

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หอการค้าต่างชาติขู่หนีประเทศไทย

จัดทำบทความโดย นางสาวพจนารถ สุภัทร์วัน เลขทะเบียน 48210398

นายนันดอร์ จีวอนเดอร์ลูเอ ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า หอการค้าฯต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและลดปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมเพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ลุกลามทั่วโลกจะดีกว่า เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังสนใจเศรษฐกิจไทยเพราะมีพื้นฐานดี ดังนั้น นายกรัฐมนตรีต้องสร้างภาพพจน์แก่ประเทศใหม่เพื่อลบล้างภาพข่าวที่ออกสู่สาธารณชนทั่วโลกของการเมืองไทยและการปิดสนามบินจนนักลงทุนตื่นตระหนก
“นักลงทุนต่างชาติไม่เลือกข้างว่าพรรคการเมืองใดจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯคนใหม่ แต่ ที่ต้องการคือให้นายกฯคนใหม่สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้คืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว เพราะยอมรับว่า 2-3 เดือน ที่ผ่านมา การเมืองเป็นปัญหาที่ขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งเชื่อว่าปัญหาภายในประเทศคงแก้ไขได้ง่ายกว่านอกประเทศ หากแก้ไม่ได้ก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุนในไทยอีกต่อไป”
นอกจากนี้ กรณีการปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ มองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลที่สุดเพราะไม่ได้เลวร้ายใดๆมากนักในสายตาของหอการค้าฯ เพราะสิ่งเหล่านี้นักลงทุนเข้าใจดี แต่คนที่เห็นจากสื่อต่างๆที่กระจายไปทั่วโลกคงยากจะเชื่อว่าไม่ได้เลวร้ายเหมือนคนที่พบเห็นด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะเร่งชี้แจงการปิดสนามบินได้อย่างไร และมีมาตรการใดมายืนยันว่าจะไม่มีการปิดสนามบินเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า เตรียมหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ลงทุนในไทย เบื้องต้นเน้นการให้สิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษีเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาหนักหลังการปิดสนามบิน ขณะเดียวกัน ต้นปีหน้าจะเร่งโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน โดยบีโอไอกำลังพิจารณามาตรการใหม่ในการดึงดูด เนื่องจากยอมรับว่านักลงทุนบางส่วนยังกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย เบื้องต้นจะให้ความสำคัญนักลงทุนจากญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งกลุ่มนี้นำโครงการขนาดใหญ่เข้ามาหารือกับบีโอไอทุกสัปดาห์ สำหรับในปี 52 บีโอไอตั้งเป้าการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 650,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีนี้เล็กน้อย


ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=114997

คำถามท้ายเรื่อง

1. เหตุใดทางหอการค้จึงต้องเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

2. ทำไมกรณีการปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ถึงถูกมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เลวร้าย

3. นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล ได้เตรียมหารือเรื่องแนวทางช่วยเหลือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ลงทุนในไทย เบื้องต้นอย่างไร

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จ่อปรับลดเครดิต 8 แบงก์ไทย! ถึงคิว“มูดี้ส์”หวด ซ้ำหลังเผชิญวิบากกรรมเศรษฐกิจ

จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา เย็นอุระ
เลขทะเบียน 48210397


มู ดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้และเงินฝากสกุลต่างประเทศของ ธนาคารไทย 8 แห่งเป็น เชิงลบจากเดิมที่มีเสถียรภาพ หลังจากมูดี้ส์ได้ปรับแนวโน้มเพดานอันดับความน่าเชื่อถือพันธบัตรสกุลเงินต่างประเทที่ A3 เพดานเงินสกุลเงินต่างประเทศที่ Baa1 และอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้สกุลเงินบาท และสกุลเงินต่างประเทศของรัฐบาลไทยที่ Baa1 เป็น เชิงลบ

ทั้งนี้ ธนาคารทั้ง 8 แห่งที่มูดี้ส์จ่อปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือสู่เชิงลบได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ อย่างไรก็ตาม อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ 8 ธนาคาร ดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารทหารไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งนี้ มูดี้ส์คาดว่าจะสรุปผลการคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า

นาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับลดเครดิตเรตติ้งของมูดี้ส์จะมีผลต่อการไประดมเงินในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น เพราะจะต้องถูกบวกความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้เชื่อว่าไม่มีผลกระทบเนื่องจากภาคเอกชนไทยไม่ได้ออกไประดมเงินใน ต่างประเทศ ส่วนความเชื่อมั่นระหว่างธนาคารไทยและสถาบันการเงินต่างประเทศ กรณีเปิดแอล/ซี เพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้า ถ้าปรับลดเครดิตลงเพียงขั้นเดียวไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากถูกปรับลดเครดิตลงไปมากเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นได้

นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้เตรียมนำเรื่องการยุติการปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนของธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ได้มีโครงการช่วยเหลือทางการเงินให้กับผู้ประกอบการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้ประกอบการ จ.สงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี รวมทั้งโครงการการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนกับผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าหารือในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถหาคำตอบที่คลี่คลายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับภาคเอกชนใน 3 จังหวัดภาคใต้และเอสเอ็มอีได้อย่างแน่นอน

ผู้ สื่อข่าวรายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องนี้ว่า การยุติการให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนของ ธปท.นั้น เป็นไปตามข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ซึ่งได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งกฤษฎีกาตีความให้ว่า การจะให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนได้ก็ต่อเมื่อทำเพื่อดูแลเสถียรภาพของ ระบบการเงินเท่านั้น แต่ไม่ได้ตีความว่า สามารถทำเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมได้หรือไม่

นาย ชาญชัย บุญฤทธิ์ไชยศรี ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและคดี ธปท. กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวนี้คณะกรรมการ ธปท.ซึ่งประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ตีความแล้วว่า การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนของ ธปท.จะทำต่อไม่ได้ เพราะการช่วยเหลือรักษาเสถียรภาพการเงินคือ การดูแลสภาพคล่องสถาบันการเงินให้มีเพียงพอในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาค เศรษฐกิจจริงได้ แต่คงไม่สามารถไปบังคับว่าสภาพคล่องที่ ธปท.ปล่อยออกไปต้องให้สินเชื่อกับภาคธุรกิจใดและหากพิจารณาในต่างประเทศ การอัดฉีดสภาพคล่องโดยตรงให้กับภาคเศรษฐกิจจริงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อย่างไรก็ตาม หากกระทรวงการคลัง และภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า ธปท.ควรจะปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนต่อไป อาจจะทำได้โดยให้กู้กับกระทรวงการคลังผ่านการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือแก้ พ.ร.บ.ธปท.เพื่อให้ ธปท.สามารถดำเนินการให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไปได้

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=114100


คำถามท้ายเรื่อง

1. มู ดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้และเงินฝากสกุลต่างประเทศของ ธนาคารไทย 8 แห่งเป็นอย่างไร

2.
นาย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับลดเครดิตเรตติ้งของมูดี้ส์จะมีผลต่อการไประดมเงินในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้เป็นเช่นไีร เพราะเหตุใด

3. นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ตีความแล้วว่า การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนของ ธปท.จะทำต่อไม่ได้
เพราะเหตุใด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บีโอไอลุยเคาะประตูบ้านดูดนักลงทุน

จัดทำบทความโดย น.ส. พิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
เลขทะเบียน 48210401

นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยระหว่างเดินทางมาเปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศแห่งที่ 8 ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า บีโอไอต้องการเปิดสำนักงานที่ไต้หวันเพื่อให้ดึงนักลงทุนในไต้หวันได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาไต้หวันเข้ามาลงทุนในไทยรวมแล้ว 1,924 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท รองจากญี่ปุ่น และยุโรป และในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีการลงทุนจากไต้หวันแล้ว 4,709 ล้านบาท ส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมี ซึ่งบีโอไอมองว่าไต้หวันเป็นเป้าหมายของไทยในการเชิญเข้ามาลงทุนในไทย

นายดำริกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายปีแห่งการลงทุนไทย 51-52 โดยจะมีการให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าการเปิดสำนักงานใหม่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากนักลงทุนใหม่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น แม้ว่าไทยจะมีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา แต่การส่งออกของไทยในปีนี้ยังขยายตัวมาก
“บีโอไอเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะคลี่คลาย และแก้ไขได้เร็ว โดยบีโอไอจะมีโครงการกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ต้องรอให้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นชัดเจนเสียก่อน จึงจะทำให้บีโอไอสามารถชี้แจงให้ภาพลักษณ์ของไทยเป็นบวกได้ ซึ่งที่ผ่านมานักธุรกิจต่างชาติให้ความเห็นว่า บีโอไอมีการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศน้อยเมื่อเทียบกับมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยบีโอไอจะทำงานเชิงรุกแบบเคาะประตูมากขึ้น”

นางอรรชกา สีบุญเรืองบริมเบล เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอจำเป็นต้องเร่งเปิดสำนักงานในต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยบีโอไอมีกำหนดจัดตั้งสำนักงานต่างประเทศ 6 แห่ง ในปีงบประมาณ 52 คือสตอกโฮล์ม โซล ซิดนีย์ ปักกิ่ง กวางโจว และไทเป ซึ่งจะเปิดทำการให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.52

“ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ยังไม่กระทบกับการทำธุรกิจในไทยและคาดว่าไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจไต้หวัน เพราะไต้หวันมีความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนไทยมีการแบ่งผู้สนับสนุนออกเป็นฝ่ายสีน้ำเงินและฝ่ายสีแดง ประชาชนไต้หวันก็มีความขัดแย้งกันและมองความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ โดยนักธุรกิจไต้หวันชี้แจงว่า ไทยยังน่าลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศ โดยบริษัทนำเข้า ผู้ผลิตขนมอบกรอบจากข้าวหอมมะลิอยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาขนมสำหรับผู้เป็นเบาหวานเพื่อส่งออกไปยุโรป”

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=112996

คำถามท้ายเรื่อง

1. บีโอไอต้องการเปิดสำนักงานที่ไต้หวันเพื่อดึงนักลงทุนในไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทใด

2. บีโอไอมีกำหนดจัดตั้งสำนักงานต่างประเทศทั้งหมดกี่แห่ง อะไรบ้าง

3. เหตุใดจึงคาดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจไต้หวัน

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นักวางแผนการเงิน (ตอนที่ 2) : “กุญแจสู่ความสำเร็จ” ของนักวางแผนการเงินมือ

จัดทำบทความโดย นางสาวปาณิสรา ธัญญวิกัย เลขทะเบียน 48210412 คณะบัญชี

หลังจาก M&W ฉบับเดือนมกราคม 2551 ได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิชาชีพนักวางแผนการเงินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) และหลักสูตรนักวางแผนการเงินของ TSI กันไปแล้ว ได้มีเพื่อนถามผมว่า “อะไรเป็นปัจจัยที่จะทำให้นักวางแผนการเงินประสบความสำเร็จ”... น่าสนใจครับสำหรับคำถามข้อนี้ ผมจึงขอนำมุมมองที่ได้มาจากเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ Fundamentals of Financial Planning ซึ่งเป็นตำราการเรียนของสถาบันนักวางแผนการเงินแห่งฮ่องกง (IFPHK) มาเล่าเป็นคำตอบให้ฟัง
ก่อนอื่น ขอทบทวนคำนิยามสักเล็กน้อย การวางแผนการเงินคือ กระบวนการประเมินความต้องการทางการเงินของลูกค้าในรอบด้านและนำเสนอวิธีการ เพื่อช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้




หนังสือเล่มนี้แสดงแผนผังรูปหนึ่ง ซึ่งสื่อให้เห็นว่าการจะประเมินความต้องการทางการเงินได้นั้น นักวางแผนการเงินจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานภาพทางการเงิน ด้วยการใช้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เช่น รายได้ครอบครัว สินทรัพย์ หนี้สิน รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยส่วนตัวเกี่ยวกับอุปนิสัยการลงทุน ความมั่นคงของการงาน สมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล เป็นต้น
แต่ปัญหาที่มักพบคือลูกค้าไม่ยินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวอย่างเพียงพอ เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไม่เชื่อถือความสามารถของนักวางแผนการเงิน รู้สึกว่าบรรยากาศอึดอัดเหมือนถูกสัมภาษณ์งาน หรือกังวลว่านักวางแผนการเงินจะนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้นักวางแผนการเงินไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างแผนการเงินแล้ว แต่ตัวนักวางแผนการเงินเองก็จะไม่ได้รับความนิยมหรือการบอกต่อถึงให้บริการที่ดีอีกด้วย ดังนั้น การทำให้ลูกค้าเกิดความความไว้วางใจ (Trust) จึงถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในวิชาชีพนี้

ทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจต่อนักวางแผนการเงินการสร้างความไว้วางใจทำได้ไม่ยากครับ ส่วนผสมสำคัญ 3 ประการที่จะสร้างความไว้วางใจคือ
1. ความรอบรู้ในวงกว้าง : ลูกค้ารายบุคคลย่อมมีลักษณะเฉพาะตัวและความต้องการทางการเงินที่หลากหลาย นักวางแผนการเงินจึงต้องมีความรอบรู้เรื่องตราสารการลงทุนและแบบประกันชีวิตที่จะนำเสนอ อีกทั้งยังต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อเป้าหมายทางการเงินของลูกค้าทั่วไป เช่น วัฏจักรชีวิต สถานภาพทางครอบครัว และทัศนคติ เพื่อว่าจะสามารถให้คำแนะนำทางการเงินในระหว่างการสนทนาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิด
2. ทักษะการสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี : ทักษะการสื่อสารทั่วไปไม่เพียงพอที่จะทำให้นักวางแผนการเงินได้รับข้อมูลส่วนตัวจากลูกค้าได้ การสื่อสารจะต้องดีเยี่ยมคือสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และชักจูงให้ลูกค้าเห็นด้วยว่าข้อมูลส่วนตัวนั้นมีความจำเป็นต่อการวางแผนการเงิน และยังต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นมิตรให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และทำให้ลูกค้ากล้าเปิดเผยข้อมูล
3. พฤติกรรมที่แสดงถึงจรรยาบรรณและความเป็นมืออาชีพ : เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบวิชาชีพในสายต่างๆ การยึดจรรยาบรรณและแนวทางปฏิบัติวิชาชีพ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าไว้วางใจว่านักวางแผนการเงินจะไม่นำไปใช้ในทางมิชอบ


4Es : คุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการประจำตัวนักวางแผนการเงินจริงๆ แล้วส่วนผสมของการสร้างความไว้วางใจดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับคุณสมบัติ 4 ประการของนักวางแผนการเงินตามมาตรฐานของ Certified Financial Planner (CFP) หรือเรียกย่อๆ ว่า Four-E ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย กล่าวคือ ต้องเข้าเรียนหลักสูตรนักวางแผนการเงินเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับกระบวนการวางแผนการเงิน การวิเคราะห์ลูกค้า และตราสารการเงินประเภทต่างๆ ซึ่งใช้เวลารวมไม่ต่ำกว่า 240 ชั่วโมง (Education) และยังต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความรู้เชิงประยุกต์เพื่อสร้างแผนการเงิน (Examination) นอกจากนี้ ผู้ที่จะถือคุณวุฒิ CFP นั้นต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี (Experience) และสิ่งสุดท้ายคือการยึดมั่นจรรยาบรรณและระเบียบปฏิบัติผู้ประกอบวิชาชีพนักวางแผนการเงิน (Ethics)
ดังนั้น การมีคุณสมบัติ 4Es ซึ่งจะทำให้ได้รับคุณวุฒิ CFP นั้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วว่า ผู้ถือเครื่องหมาย CFP มีความรู้ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณตามเกณฑ์มาตรฐานที่เข้มข้น ซึ่งจะเป็นการสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการเป็นนักวางแผนการเงินต่อไป

ขอขอบคุณ คุณฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์, FRMสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=459&Itemid=302&limit=1&limitstart=0

คำถามท้ายเรื่อง

1. การวางแผนการเงิน คืออะไร

2. นักวางแผนการเงินสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าอย่างไร

3. ในการเรียนหลักสูตรนักวางแผนการเงินเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับกระบวนการวางแผนการเงิน การวิเคราะห์ลูกค้า และตราสารการเงินประเภทต่างๆ นั้นต้องเข้าเรียนทั้งหลักสูตรกี่ชั่วโมง

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นักวางแผนการเงิน (ตอนที่ 1) : วิชาชีพใหม่ในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานสากล

จัดทำบทความโดย นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ เลขทะเบียน 48210128

หากถามถึงวิชาชีพด้านการเงินที่กำลังเป็นที่ต้องการในประเทศไทยในขณะนี้ ผมเชื่อว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมี “นักวางแผนการเงิน (financial planner)” อยู่ด้วยแน่นอน... ในปัจจุบัน ประชาชนไทยไม่ว่าจะมีฐานะการเงินระดับใดก็ตาม ต่างมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนมากขึ้น เพื่อให้บรรลุความตั้งใจของตนเองไม่ว่าจะเป็นการเก็บไว้ใช้สอยยามเกณียณอายุ การซื้อบ้านเตรียมสร้างครอบครัว หรือเพื่อเป็นทุนการศึกษา เป็นต้น ความตั้งใจนั้นคือเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล และการมีนักวางแผนการเงินมาช่วยวิเคราะห์ ให้คำแนะนำ ดำเนินการ และติดตามผล จะช่วยเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้มากยิ่งขึ้น

มาตรฐานสากลของวิชาชีพนักวางแผนการเงินแม้ในปัจจุบันจะมีผู้ประกอบวิชาชีพบางรายระบุว่าตนเองเป็นนักวางแผนการเงิน แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ให้บริการด้วยองค์ความรู้และขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคือ Certified Financial Planner (CFP)ภายใต้การดูแลของ Financial Planning Standards Board Ltd. (FPSB) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินด้วยคุณสมบัติ 4Es คือการเรียนรู้ (Education) การทดสอบ (Examination) ประสบการณ์ (Experience) และจริยธรรม (Ethics)โดยองค์กรชื่อ Certified Financial Planner Board of Standards Inc. (CFP Board) ในประเทศสหรัฐฯ ได้ริเริ่มการกำหนดมาตรฐานและการใช้คุณวุฒิ CFP ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ซึ่งต่อมา CFP Board ได้ช่วยเหลือสถาบันนักวางแผนการเงินใน 17 ประเทศก่อตั้ง FPSB ขึ้นในปี พ.ศ.2547 ปัจจุบัน FPSB มีสมาชิกที่เป็นสถาบันนักวางแผนการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 23 ประเทศ และมีผู้ประกอบวิชาชีพที่แสดงตนด้วยคุณวุฒิ CFP มากกว่า 105,000 ราย

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Association หรือ TFPA) ได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกสมทบ (associated member) ของ FPSB เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โดย TFPA อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อยกสถานะขึ้นเป็นสมาชิกสามัญ (affiliate member) ในปี 2551 อันจะทำให้ TFPA เป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตการใช้คุณวุฒิ CFP และการเป็นส่วนหนึ่งของ FPSB จะทำให้มั่นใจได้ว่าวิชาชีพนักวางแผนการเงินภายใต้การดูแลของ TFPA นี้จะเป็นไปตามมาตรฐานสากล ในส่วนของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั้น ได้ให้ความสนใจกับการวางแผนการเงินมาเป็นเวลานาน โดยได้ช่วยเหลือชมรมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Club) ในการดำเนินการจัดตั้งสมาคมฯ และผลักดันการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบกับ FPSB ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ TSI ยังได้ศึกษากรอบการเรียนรู้ตามมาตรฐาน FPSB และกำหนดหลักสูตรนักวางแผนการเงินไทย ขึ้น เพื่อร่วมพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพนักวางแผนการเงินต่อไป



ขอขอบคุณ คุณฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์, FRMสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มา http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=458&Itemid=302

คำถามท้ายเรื่อง

1. มาตราฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคืออะไร

2. คุณสมบัติของนักวางแผนการเงิน 4Es มีอะไรบ้าง

3. ปัจจุบัน FPSB มีสมาชิกที่เป็นสถาบันนักวางแผนการเงินกี่ประเทศ