เทิดพระเกียรติ

วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?


VideoPlaylist
I made this video playlist at myflashfetish.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บีโอไอลุยเคาะประตูบ้านดูดนักลงทุน

จัดทำบทความโดย น.ส. พิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
เลขทะเบียน 48210401

นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยระหว่างเดินทางมาเปิดสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนในต่างประเทศแห่งที่ 8 ของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า บีโอไอต้องการเปิดสำนักงานที่ไต้หวันเพื่อให้ดึงนักลงทุนในไต้หวันได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาไต้หวันเข้ามาลงทุนในไทยรวมแล้ว 1,924 โครงการ มูลค่า 300,000 ล้านบาท รองจากญี่ปุ่น และยุโรป และในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีการลงทุนจากไต้หวันแล้ว 4,709 ล้านบาท ส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมี ซึ่งบีโอไอมองว่าไต้หวันเป็นเป้าหมายของไทยในการเชิญเข้ามาลงทุนในไทย

นายดำริกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายปีแห่งการลงทุนไทย 51-52 โดยจะมีการให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าการเปิดสำนักงานใหม่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากนักลงทุนใหม่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น แม้ว่าไทยจะมีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา แต่การส่งออกของไทยในปีนี้ยังขยายตัวมาก
“บีโอไอเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะคลี่คลาย และแก้ไขได้เร็ว โดยบีโอไอจะมีโครงการกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ต้องรอให้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นชัดเจนเสียก่อน จึงจะทำให้บีโอไอสามารถชี้แจงให้ภาพลักษณ์ของไทยเป็นบวกได้ ซึ่งที่ผ่านมานักธุรกิจต่างชาติให้ความเห็นว่า บีโอไอมีการประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศน้อยเมื่อเทียบกับมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยบีโอไอจะทำงานเชิงรุกแบบเคาะประตูมากขึ้น”

นางอรรชกา สีบุญเรืองบริมเบล เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอจำเป็นต้องเร่งเปิดสำนักงานในต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยบีโอไอมีกำหนดจัดตั้งสำนักงานต่างประเทศ 6 แห่ง ในปีงบประมาณ 52 คือสตอกโฮล์ม โซล ซิดนีย์ ปักกิ่ง กวางโจว และไทเป ซึ่งจะเปิดทำการให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.52

“ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ยังไม่กระทบกับการทำธุรกิจในไทยและคาดว่าไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจไต้หวัน เพราะไต้หวันมีความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนไทยมีการแบ่งผู้สนับสนุนออกเป็นฝ่ายสีน้ำเงินและฝ่ายสีแดง ประชาชนไต้หวันก็มีความขัดแย้งกันและมองความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ โดยนักธุรกิจไต้หวันชี้แจงว่า ไทยยังน่าลงทุนเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศ โดยบริษัทนำเข้า ผู้ผลิตขนมอบกรอบจากข้าวหอมมะลิอยู่ระหว่างวิจัยและพัฒนาขนมสำหรับผู้เป็นเบาหวานเพื่อส่งออกไปยุโรป”

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=112996

คำถามท้ายเรื่อง

1. บีโอไอต้องการเปิดสำนักงานที่ไต้หวันเพื่อดึงนักลงทุนในไต้หวันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทใด

2. บีโอไอมีกำหนดจัดตั้งสำนักงานต่างประเทศทั้งหมดกี่แห่ง อะไรบ้าง

3. เหตุใดจึงคาดว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ไม่กระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจไต้หวัน

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นักวางแผนการเงิน (ตอนที่ 2) : “กุญแจสู่ความสำเร็จ” ของนักวางแผนการเงินมือ

จัดทำบทความโดย นางสาวปาณิสรา ธัญญวิกัย เลขทะเบียน 48210412 คณะบัญชี

หลังจาก M&W ฉบับเดือนมกราคม 2551 ได้นำเสนอเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับวิชาชีพนักวางแผนการเงินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) และหลักสูตรนักวางแผนการเงินของ TSI กันไปแล้ว ได้มีเพื่อนถามผมว่า “อะไรเป็นปัจจัยที่จะทำให้นักวางแผนการเงินประสบความสำเร็จ”... น่าสนใจครับสำหรับคำถามข้อนี้ ผมจึงขอนำมุมมองที่ได้มาจากเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือ Fundamentals of Financial Planning ซึ่งเป็นตำราการเรียนของสถาบันนักวางแผนการเงินแห่งฮ่องกง (IFPHK) มาเล่าเป็นคำตอบให้ฟัง
ก่อนอื่น ขอทบทวนคำนิยามสักเล็กน้อย การวางแผนการเงินคือ กระบวนการประเมินความต้องการทางการเงินของลูกค้าในรอบด้านและนำเสนอวิธีการ เพื่อช่วยเหลือให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้




หนังสือเล่มนี้แสดงแผนผังรูปหนึ่ง ซึ่งสื่อให้เห็นว่าการจะประเมินความต้องการทางการเงินได้นั้น นักวางแผนการเงินจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานภาพทางการเงิน ด้วยการใช้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ เช่น รายได้ครอบครัว สินทรัพย์ หนี้สิน รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยส่วนตัวเกี่ยวกับอุปนิสัยการลงทุน ความมั่นคงของการงาน สมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล เป็นต้น
แต่ปัญหาที่มักพบคือลูกค้าไม่ยินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวอย่างเพียงพอ เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น ไม่เชื่อถือความสามารถของนักวางแผนการเงิน รู้สึกว่าบรรยากาศอึดอัดเหมือนถูกสัมภาษณ์งาน หรือกังวลว่านักวางแผนการเงินจะนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้นักวางแผนการเงินไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างแผนการเงินแล้ว แต่ตัวนักวางแผนการเงินเองก็จะไม่ได้รับความนิยมหรือการบอกต่อถึงให้บริการที่ดีอีกด้วย ดังนั้น การทำให้ลูกค้าเกิดความความไว้วางใจ (Trust) จึงถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในวิชาชีพนี้

ทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจต่อนักวางแผนการเงินการสร้างความไว้วางใจทำได้ไม่ยากครับ ส่วนผสมสำคัญ 3 ประการที่จะสร้างความไว้วางใจคือ
1. ความรอบรู้ในวงกว้าง : ลูกค้ารายบุคคลย่อมมีลักษณะเฉพาะตัวและความต้องการทางการเงินที่หลากหลาย นักวางแผนการเงินจึงต้องมีความรอบรู้เรื่องตราสารการลงทุนและแบบประกันชีวิตที่จะนำเสนอ อีกทั้งยังต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อเป้าหมายทางการเงินของลูกค้าทั่วไป เช่น วัฏจักรชีวิต สถานภาพทางครอบครัว และทัศนคติ เพื่อว่าจะสามารถให้คำแนะนำทางการเงินในระหว่างการสนทนาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิด
2. ทักษะการสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี : ทักษะการสื่อสารทั่วไปไม่เพียงพอที่จะทำให้นักวางแผนการเงินได้รับข้อมูลส่วนตัวจากลูกค้าได้ การสื่อสารจะต้องดีเยี่ยมคือสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และชักจูงให้ลูกค้าเห็นด้วยว่าข้อมูลส่วนตัวนั้นมีความจำเป็นต่อการวางแผนการเงิน และยังต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นมิตรให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และทำให้ลูกค้ากล้าเปิดเผยข้อมูล
3. พฤติกรรมที่แสดงถึงจรรยาบรรณและความเป็นมืออาชีพ : เช่นเดียวกันกับผู้ประกอบวิชาชีพในสายต่างๆ การยึดจรรยาบรรณและแนวทางปฏิบัติวิชาชีพ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าไว้วางใจว่านักวางแผนการเงินจะไม่นำไปใช้ในทางมิชอบ


4Es : คุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการประจำตัวนักวางแผนการเงินจริงๆ แล้วส่วนผสมของการสร้างความไว้วางใจดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับคุณสมบัติ 4 ประการของนักวางแผนการเงินตามมาตรฐานของ Certified Financial Planner (CFP) หรือเรียกย่อๆ ว่า Four-E ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย กล่าวคือ ต้องเข้าเรียนหลักสูตรนักวางแผนการเงินเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับกระบวนการวางแผนการเงิน การวิเคราะห์ลูกค้า และตราสารการเงินประเภทต่างๆ ซึ่งใช้เวลารวมไม่ต่ำกว่า 240 ชั่วโมง (Education) และยังต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานความรู้เชิงประยุกต์เพื่อสร้างแผนการเงิน (Examination) นอกจากนี้ ผู้ที่จะถือคุณวุฒิ CFP นั้นต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 3 ปี (Experience) และสิ่งสุดท้ายคือการยึดมั่นจรรยาบรรณและระเบียบปฏิบัติผู้ประกอบวิชาชีพนักวางแผนการเงิน (Ethics)
ดังนั้น การมีคุณสมบัติ 4Es ซึ่งจะทำให้ได้รับคุณวุฒิ CFP นั้น เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วว่า ผู้ถือเครื่องหมาย CFP มีความรู้ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณตามเกณฑ์มาตรฐานที่เข้มข้น ซึ่งจะเป็นการสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของการเป็นนักวางแผนการเงินต่อไป

ขอขอบคุณ คุณฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์, FRMสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=459&Itemid=302&limit=1&limitstart=0

คำถามท้ายเรื่อง

1. การวางแผนการเงิน คืออะไร

2. นักวางแผนการเงินสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าอย่างไร

3. ในการเรียนหลักสูตรนักวางแผนการเงินเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับกระบวนการวางแผนการเงิน การวิเคราะห์ลูกค้า และตราสารการเงินประเภทต่างๆ นั้นต้องเข้าเรียนทั้งหลักสูตรกี่ชั่วโมง

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

นักวางแผนการเงิน (ตอนที่ 1) : วิชาชีพใหม่ในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานสากล

จัดทำบทความโดย นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ เลขทะเบียน 48210128

หากถามถึงวิชาชีพด้านการเงินที่กำลังเป็นที่ต้องการในประเทศไทยในขณะนี้ ผมเชื่อว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมี “นักวางแผนการเงิน (financial planner)” อยู่ด้วยแน่นอน... ในปัจจุบัน ประชาชนไทยไม่ว่าจะมีฐานะการเงินระดับใดก็ตาม ต่างมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนมากขึ้น เพื่อให้บรรลุความตั้งใจของตนเองไม่ว่าจะเป็นการเก็บไว้ใช้สอยยามเกณียณอายุ การซื้อบ้านเตรียมสร้างครอบครัว หรือเพื่อเป็นทุนการศึกษา เป็นต้น ความตั้งใจนั้นคือเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล และการมีนักวางแผนการเงินมาช่วยวิเคราะห์ ให้คำแนะนำ ดำเนินการ และติดตามผล จะช่วยเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้มากยิ่งขึ้น

มาตรฐานสากลของวิชาชีพนักวางแผนการเงินแม้ในปัจจุบันจะมีผู้ประกอบวิชาชีพบางรายระบุว่าตนเองเป็นนักวางแผนการเงิน แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ให้บริการด้วยองค์ความรู้และขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน ทั้งนี้ มาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคือ Certified Financial Planner (CFP)ภายใต้การดูแลของ Financial Planning Standards Board Ltd. (FPSB) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงกำไร ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินด้วยคุณสมบัติ 4Es คือการเรียนรู้ (Education) การทดสอบ (Examination) ประสบการณ์ (Experience) และจริยธรรม (Ethics)โดยองค์กรชื่อ Certified Financial Planner Board of Standards Inc. (CFP Board) ในประเทศสหรัฐฯ ได้ริเริ่มการกำหนดมาตรฐานและการใช้คุณวุฒิ CFP ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 ซึ่งต่อมา CFP Board ได้ช่วยเหลือสถาบันนักวางแผนการเงินใน 17 ประเทศก่อตั้ง FPSB ขึ้นในปี พ.ศ.2547 ปัจจุบัน FPSB มีสมาชิกที่เป็นสถาบันนักวางแผนการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 23 ประเทศ และมีผู้ประกอบวิชาชีพที่แสดงตนด้วยคุณวุฒิ CFP มากกว่า 105,000 ราย

นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Association หรือ TFPA) ได้รับการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกสมทบ (associated member) ของ FPSB เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โดย TFPA อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อยกสถานะขึ้นเป็นสมาชิกสามัญ (affiliate member) ในปี 2551 อันจะทำให้ TFPA เป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่เป็นผู้ออกใบอนุญาตการใช้คุณวุฒิ CFP และการเป็นส่วนหนึ่งของ FPSB จะทำให้มั่นใจได้ว่าวิชาชีพนักวางแผนการเงินภายใต้การดูแลของ TFPA นี้จะเป็นไปตามมาตรฐานสากล ในส่วนของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั้น ได้ให้ความสนใจกับการวางแผนการเงินมาเป็นเวลานาน โดยได้ช่วยเหลือชมรมนักวางแผนการเงินไทย (Thai Financial Planners Club) ในการดำเนินการจัดตั้งสมาคมฯ และผลักดันการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบกับ FPSB ได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ TSI ยังได้ศึกษากรอบการเรียนรู้ตามมาตรฐาน FPSB และกำหนดหลักสูตรนักวางแผนการเงินไทย ขึ้น เพื่อร่วมพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพนักวางแผนการเงินต่อไป



ขอขอบคุณ คุณฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์, FRMสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มา http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=458&Itemid=302

คำถามท้ายเรื่อง

1. มาตราฐานวิชาชีพนักวางแผนการเงินที่มีชื่อเสียงในระดับสากลคืออะไร

2. คุณสมบัติของนักวางแผนการเงิน 4Es มีอะไรบ้าง

3. ปัจจุบัน FPSB มีสมาชิกที่เป็นสถาบันนักวางแผนการเงินกี่ประเทศ