จัดทำโดย นางสาวปาณิสรา ธัญญวิกัย เลขทะเบียน 48210412 คณะบัญชี
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงแนวโน้มดอกเบี้ยในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ว่า มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยจะปรับลดลงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้คงจะไม่แรงเหมือนกับการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.51 ที่ กนง.มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ย 1% น่าจะเป็นการปรับลดครั้งรุนแรงสุดที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะมองว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤตขนาดต้องลดดอกเบี้ยที่รุนแรงอีกเป็นครั้งที่ 2
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1% จาก 2.75% เหลือ 1.75% เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลง ก่อนหน้านี้ส.อ.ท.เสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วในเรื่องการผลักดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 1% ซึ่งนายกฯ รับปากที่จะดูแลให้
ทั้งนี้ดอกเบี้ยของไทยสามารถลดได้อีก 1% และหากเทียบกับเพื่อนบ้านแล้วไทยยังมีดอกเบี้ยที่สูงกว่าหลายประเทศ หากดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงด้วย ตรงนี้จะทำให้รายจ่ายของผู้ประกอบการลดลง
รายงานข่าวจากบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า กนง.อาจมีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไม่น้อยกว่า 0.50% จาก 2.75% มาที่ 2.25% หรือต่ำกว่านั้น คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กนง.ในการประชุมรอบแรกของปีในวันที่ 14 ม.ค.นี้ โดยขณะนี้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดความน่ากังวลลงค่อนข้างมาก ซึ่งคงจะเอื้อให้ กนง.มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก
ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยยังคงมีความเป็นไปได้ที่สำนักต่างๆ จะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกในระยะข้างหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีแนวโน้มประสบกับภาวะถดถอยไปถึงครึ่งปีแรกของปี 52 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและมีค่าติดลบในบางเดือนของปี 52 เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับทั่วโลก ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากทางการไทย คงจะถูกฝากความหวังว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะที่ซบเซาไปได้โดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูความชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 ม.ค.นี้ ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.75% รวมถึงปัจจัยต่างประเทศที่บริษัทต่างๆ จะทยอยประกาศผลประกอบการรอบไตรมาส 4/51 ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังไม่มีอะไรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน
ที่มา : http://news.sanook.com/economic/economic_335696.php
คำถาม
1. กนง.ย่อมาจากคำว่าอะไร
2. การประชุม กนง.จะจัดขึ้นวันที่เท่าไร
3. ในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยกี่เปอร์เซ้นต์
เทิดพระเกียรติ
วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?
I made this video playlist at myflashfetish.com
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
ตอบ
1. กนง.ย่อมาจากคำว่าอะไร
= คณะกรรมการนโยบายการเงิน
2. การประชุม กนง.จะจัดขึ้นวันที่เท่าไร
= 14 มกราคม
3. ในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยกี่เปอร์เซ้นต์
= อย่างน้อย 1%
ตอบโดย
นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ
เลขทะเบียน 4901108458
1. กนง.ย่อมาจากคำว่าอะไร
ตอบ คณะกรรมการนโยบายการเงิน
2. การประชุม กนง.จะจัดขึ้นวันที่เท่าไร
ตอบการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ว่า มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยจะปรับลดลงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ แต่การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้คงจะไม่แรงเหมือนกับการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.51 ที่ กนง.มีมติให้ปรับลดดอกเบี้ย 1% น่าจะเป็นการปรับลดครั้งรุนแรงสุดที่เกิดขึ้นแล้ว
3. ในการประชุม กนง.วันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อยกี่เปอร์เซ้นต์
ตอบ การปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1% จาก 2.75% เหลือ 1.75% เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการลง
นางสาวพรรัตน์ ผ่องเคหา
48210154
คำตอบคือ
1. กนง.ย่อมาจากคำว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
2. การประชุม กนง.จะจัดขึ้นวันที่ 14 มกราคม
3. ใวันที่ 14 ม.ค.ภาคเอกชนอยากเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1% จาก 2.75% เหลือ 1.75%
ตอบโดย นางสาวชนม์นิภา ขุนจันทร์
เลขทะเบียน 48210318
แสดงความคิดเห็น