เทิดพระเกียรติ

วันนี้คุณทำอะไรเพื่อพ่อหรือยัง?


VideoPlaylist
I made this video playlist at myflashfetish.com

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

ไม่กล้าแตะนโยบายการเงิน รัฐบาลเงื้อง่าคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

จัดทำโดย นางสาวนภากร ไตรรัตน์วรวุฒิ 48210128

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อม ด้วย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้เดินทางมายังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประชุมประเมินภาพรวมทางเศรษฐกิจ หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นการนำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนการบริหารงานทางเศรษฐกิจ กับผู้บริหาร ธปท. เนื่องจากเห็นว่า ธปท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารงานทางเศรษฐกิจและมีฐานะพิเศษในฐานะเป็นธนาคาร กลาง นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมาเห็นการกระทบกระทั่งระหว่างหน่วยงานรัฐ กับ ธปท.หลายเรื่อง จึงต้องการทำความเข้าใจระหว่างกัน

ทั้งนี้ จากการประชุม ภาพรวมของเศรษฐกิจที่ ธปท. และรัฐบาลในช่วงต่อไปเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะแย่มากในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปี และฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 3 โดย ธปท.ได้ รายงานการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ให้ทราบว่า จะโตเพียง 0.5-2.5% จากเดิมที่เคยประมาณการว่า จะโตสูงถึง 3.8-5% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ ต้องประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบเรื่องการว่างงาน และผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับประชาชน

ส่วนประเด็นที่เป็นห่วงคือการให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งหลักการที่สำคัญในขณะนี้คือ การจัดกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์กล้าที่จะปล่อยกู้ ขณะที่การอัดฉีดเงินงบประมาณ 100,000 ล้านบาท และเงินที่ค้างอยู่ในส่วนขององค์กรส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท บางส่วนจะใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้าไปเป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อช่วย เกษตรกรและสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอี

สำหรับแนวนโยบายการเงินในช่วงต่อไปของ ธปท. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นโยบายการเงินคงต้องผ่อนคลายต่อเนื่อง และเมื่อเห็นปัญหาตรงกันแล้วเชื่อว่าแนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปคง ไม่ใช่ปัญหา ขณะเดียวกัน มีความเชื่อมั่นว่าภายใต้การกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.จะอยู่ที่ 0.4% ก็ตาม

ด้านนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงความเป็นห่วงของรัฐบาลถึงการใช้เกณฑ์ กำกับสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือบาเซิล 2 ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ว่า วันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่สถาบันการเงินไทยทุกแห่งเริ่มใช้เกณฑ์บาเซิล 2 ในการดำเนินงานตามกำหนดเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่าง ธปท. และธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเชื่อว่าทุกคนเข้าใจว่า ธปท.ไม่ได้ ใช้เกณฑ์ที่รุนแรงหรือเข้มงวดต่อธนาคารพาณิชย์ เกินไป ส่วนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ นั้นเป็นภาวะปกติของการเข้าสู่เศรษฐกิจชะลอตัว

ส่วนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีพยายามเร่งการทำงานของรัฐบาลให้มีความรวดเร็ว เช่น การจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ตามกฎหมายกำหนดให้จัดทำภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาใน 60 วัน ซึ่งรัฐบาลได้เร่งทำกันอยู่ พร้อมกันนี้ นายกฯยังได้นัดมอบนโยบายกับส่วนราชการทั่วประเทศในวันที่ 6 ม.ค. นี้ เพื่อแต่ละส่วนราชการจะได้กลับไปจัดทำแผนมาเสนอต่อรัฐบาลและจะได้นำแผน บริหารราชการแผ่นดินเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ภายในวันที่ 13 ม.ค.นี้ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะคลอดออกมาได้

“การที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องทำตามกฎหมาย คือ ให้มีการเห็นชอบแผนบริหารราชการแผ่นดินให้เสร็จก่อน ซึ่งจะเป็นแผนบริหารราชการแผ่นดินระยะ 3 ปี และระหว่างนี้รัฐบาลได้ร่วมกับสภาพัฒน์จัดเตรียมทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เอาไว้”

นายกอร์ปศักดิ์กล่าวยอมรับว่า รัฐบาลในขณะนี้คงไม่มีเวลามาคิดเรื่องใหม่ๆที่ต้องทำตอนนี้ คือทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าไปในระบบอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเม็ดเงินจากกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงหรือที่ใช้ชื่อในอดีตว่า โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน และชุมชน (เอสเอ็มแอล) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ส่วนผลจากเศรษฐกิจโลกขณะนี้ต้องรอดูแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 750,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯของสหรัฐฯก่อน

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 ม.ค.ที่จะถึงนี้ กระทรวงการคลังจะเสนองบประมาณกลางปี 100,000 ล้านบาท เพื่อให้ ครม.พิจารณาและหลังจากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 21 ม.ค.52 ส่วนการจัดทำงบประมาณในปี 53 นั้น ยังคงขาดดุลต่อเนื่องโดยคาดว่า จะขาดดุลเท่ากับ ปีงบประมาณ 52 ที่ 250,000 ล้านบาท รวมกับงบประมาณกลางปีอีก 100,000 ล้านบาท จะรวมเป็น 350,000 ล้านบาท และการขาดดุลในปีงบ 53 ก็จะอยู่ที่ 350,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ภายในระยะเวลา 2 ปีจากนี้ต่อไป จะมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ.


ขอขอบคุณ Website Thairath

ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117908


คำถาม

1. เศรษฐกิจในปีนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้คืออะไร

2. อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. อยู่ที่เท่าไร

3. กองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเดิมชื่อว่าอะไร

2 ความคิดเห็น:

251utccbx007g2 กล่าวว่า...

ตอบคำถาม

1.สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ ต้องประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบเรื่องการว่างงาน และผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับประชาชน

2.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.จะอยู่ที่ 0.4%

3.โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน และชุมชน (เอสเอ็มแอล)

ตอบคำถามโดย นางสาวชนม์นิภา ขุนจันทร์
คณะบัญชี G2
เลขทะเบียน 48210318

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1.สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนี้ คือ ต้องประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบเรื่องการว่างงาน และผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดกับประชาชน

2.อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.จะอยู่ที่ 0.4%

3.โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน และชุมชน (เอสเอ็มแอล)

ตอบคำถามโดย นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
คณะบัญชี G10
เลขทะเบียน 48210346